ในพระไตรปิฎก มีพระพุทธพจน์ยืนยันเรื่องคนที่พยายามหนีกรรม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหนีพ้น จำต้องยอมจำนนต่ออำนาจของกฎแห่งกรรมอยู่หลายแห่ง แห่งหนึ่งมีความว่า
ไม่ว่าบนท้องฟ้า
ไม่ว่าท่ามกลางมหาสมุทร
ไม่ว่าในหุบเขา
ไม่มีสักแห่งเดียว
ที่คนทำกรรมชั่วหลบลี้อยู่
จะหนีพ้นกฎแห่งกรรม
ในพุทธประวัติ ท่านเล่าเรื่อง พระเจ้าวิฑูฑภะ กษัตริย์กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล ยกทัพไปราวีกรุงกบิลพัสดุ์อันเป็นบ้านเกิดเมืองบิดรของพระพุทธองค์อยู่ถึง สามครั้งสามครา กว่าจะตีกรุงกบิลพัสดุ์ให้ราบเป็นหน้ากลองได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ที่ใช้เวลานานไม่ใช่เพราะว่ากรุงกบิลพัสดุ์มีแสนยานุภาพที่เหนือกว่าอย่างใด แต่ไปติดขัดตรงที่พระเจ้าวิฑูฑภะทรงเกรงพระทัยพระพุทธเจ้า ผู้มีศักดิ์เป็นพระญาติผู้ใหญ่ของเจ้าศากยะทั้งหลายต่างหาก
นั่นคือ ครั้งแรกที่ทรงยกกองทัพมุ่งไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุการณ์นี้ ทรงเกรงว่า พระประยูรญาติและพลเมืองชาวศากยะจะต้องมาล้มหายตายจากสังเวยสงครามมหาภัย อย่างน่าสมเพช จึงเสด็จพุทธดำเนินไปประทับนั่งขวางทางเอาไว้ พอกองทัพยกมาแต่ไกล ใกล้จะเข้าเขตกรุงกบิลพัสดุ์ ทหารหาญเห็นพระพุทธองค์ทรงประทับขัดสมาธิอย่างสงบอยู่ใต้ต้นไทรก็ไม่กล้า เคลื่อนทัพผ่านไปด้วยเกรงพุทธบารมี แม่ทัพนายกองจึงสั่งให้ยกกองทัพกลับ
ครั้งที่สอง เมื่อสบโอกาส พระเจ้าวิฑูฑภะก็เคลื่อนทัพออกมามุ่งหน้าไปยังกรุงกบิลพัสดุ์อีก พระพุทธองค์ก็เสด็จออกมาประทับนั่งขวางทางอยู่เช่นเดิม ทหารหาญเห็นเช่นนั้นก็พากันยกกลับอีกเป็นคำรบสอง
แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าวิฑูฑภะแม้จะทรงเกรงพระทัยพระองค์อยู่มาก ทว่าความแค้นในพระทัยของพระองค์ที่เจ้าศากยะเคยทำไว้ต่อพระองค์มีมากกว่า จึงไม่ทรงยอมเลิกราง่าย ๆ ครั้นกลับไปได้พักใหญ่ก็ทรงกรีธาทัพกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งที่สามนี้ทรงเดินทัพอย่างปลอดโปร่ง พระพุทธองค์ไม่เสด็จมาช่วยพระประยูรญาติชาวกบิลพัสดุ์เหมือนอย่างเคย เมื่อเบื้องหน้าไม่มีพระพุทธองค์มาขวางทางเดินทัพเอาไว้ เจ้าศากยะทั้งหลายพร้อมด้วยประชาชนพลเมืองจึงถูกกองทัพพระเจ้าวิฑูฑภะทำลาย ล้างอย่างโหดเหี้ยมจนวงศ์ศากยะสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ตราบจนบัดนี้
เหตุที่ในการยาตราทัพครั้งที่สาม พระพุทธองค์ไม่ได้เสด็จมาขวางทัพเอาไว้เหมือนสองครั้งแรก ก้เพราะทรงพิจารณาเห็นว่า ในอดีตชาติ เจ้าศากยะทั้งหลายเคยก่อกรรมชั่วเอาไว้ โดยการโปรยยาพิษลงในแม่น้ำ ทำให้ผู้ใช้น้ำต้องได้รับยาพิษล้มตายจำนวนมาก บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าศากยะทั้งหลายจะต้องชดใช้กรรมนั้นแล้ว ครั้งทราบความจริงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ "กฎแห่งกรรม" ที่ใคร ๆ ก็ไม่อาจขัดขวาง ผ่อนปรน หรือ "ตัด" ได้ จึงทรงปลีกพระองค์ออกมาเสีย ทรงวางอุเบกขาดูความเป็นไปของพระประยูรญาติอย่างสงบ
นี่แหละ คือ กฎแห่งกรรมที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"
เมื่อกฎแห่งกรรมอันเป็นสัจธรรมอมตะนี้ถึง เวลาให้ผลแล้ว แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังต้องทรงยอมจำนนเปิดทางให้กฎแห่งกรรมทำ งานของมันไปอย่างเที่ยงธรรม
ถาม ว่า เจ้าพิธีกรรมในการ "ตัดกรรม" ทั้งหลายเก่งมาจากไหน ถึงอาจหาญทำพิธีตัดกรรม ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้ายังไม่ทรงสามารถทำได้มาก่อน ช่างเก่งกว่าพระพุทธเจ้าแท้ ๆ เชียว!
อากาศดีเนอะช่วงนี้ที่กรุงเทพ..